สำหรับการเขียน Code Meta source สำหรับ SEO
เทตนิคมีอะไรบ้าง
- Sitemap
- Ping
- Tag
- social bookmarks
- วิธีทำให้ Index Google ภายใน 24-48 ชั่วโมง และอื่นๆ
- Sitemap
- Ping
- Tag
- social bookmarks
- วิธีทำให้ Index Google ภายใน 24-48 ชั่วโมง และอื่นๆ
_______________________________________________________
Ext. 1 : การเขียน Meta Tag ส่วนสำคัญสำหรับ Search Engine
Meta Tag <Meta>
แท็ก meta เป็นแท็กพิเศษที่ช่วย อำนวยประโยชน์ให้กับเว็บ ประโยชน์เหล่านั้นได้แก่
• ช่วยให้ search engine รู้จักเนื้อหาและประเภทของเว็บเรา
• ใช้แสดง keyword ที่สามารถ search เจอ เว็บเราได้
• ช่วยในการย้าย เว็บเพจอัตโนมัติ
• กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้
• มีอีกหลายอย่างแต่ไม่รู้ มีไว้ทำไม
ช่วยให้ search engine รู้จักเนื้อหาและประเภทของเว็บ
<meta name=description content="คำบรรยาย">
ตัวอย่าง
<head>
<meta name=description content="Hardware Software And Webmaster | Learning And Teaching | Website Design">
</head>
ใช้แสดง keyword ที่สามารถ search เจอ เว็บเราได้
<meta name=keywords content= "คำที่ใช้ เพื่อคนหาเว็บเราได้">
ตัวอย่าง
<head>
<meta name=keywords content="Computer,Hardware,Software ,Internet ,Webmaster">
</head>
ช่วยในการย้าย เว็บเพจอัตโนมัติ
<meta http-equiv="refresh" content="ระยะเวลาแสดงผลก่อนย้าย(ตัวเลขวินาที); URL=เว็บไซท์ใหม่">
ตัวอย่าง
<head>
<meta http-equiv="refresh" content="5;url=http://www.metukyang.com/th">
</head>
จากตัวอย่างเลข 5 กับ http://www.metukyang.com/th
หมายถึง จะโหลดไปที่ http://www.metukyang.com/th ภายใน5 วินาที)
สมมุติ เว็บผมชื่อ http://www.metukyang.com
ได้เปลี่ยนชื่อไป เป็น http://www.metukyang.com/th
ผมก็ไม่ต้องทำลิงค์ไปยังเว็บใหม่ก็ได้ เพียงเขียนแท็ก
<meta> นี้ ที่ index.html ของเว็บเก่า
ผู้ที่เข้ามาเว็บเก่าผม ก็จะถูกย้ายให้ไปอยู่เว็บใหม่ได้ทันที
กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้
<meta http-equiv=content-type content="text/html; charset=windows-874">
แท็กนี้ มีประโยชน์คือ ช่วยปรับ internet explorer ให้แสดงอักษรภาษาไทย ได้ทันที
เนื่องจาก บางครั้งเมื่อ ผู้ใช้ browser อาจมีตัวอักษรหลายภาษา เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศษ ภาษาจีน ภาษาฯลฯ
หากเข้าเว็บเราซึ่งเป็นภาษาไทย อาจจะแสดงผลผิดไปเป็นภาษาอื่นได้ง่าย
ดังนั้น เพื่อไม่ต้องให้ผู้ใช้ encode หรือเปลี่ยนตัวอักษรหลายครั้ง
ควรกำหนด Meta นี้ไว้ภายในแท็ก Head ด้วย
ดังนี้
<head>
<meta http-equiv=content-type content="text/html; charset=windows-874">
</head>
Meta Tag <Meta>
แท็ก meta เป็นแท็กพิเศษที่ช่วย อำนวยประโยชน์ให้กับเว็บ ประโยชน์เหล่านั้นได้แก่
• ช่วยให้ search engine รู้จักเนื้อหาและประเภทของเว็บเรา
• ใช้แสดง keyword ที่สามารถ search เจอ เว็บเราได้
• ช่วยในการย้าย เว็บเพจอัตโนมัติ
• กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้
• มีอีกหลายอย่างแต่ไม่รู้ มีไว้ทำไม
ช่วยให้ search engine รู้จักเนื้อหาและประเภทของเว็บ
<meta name=description content="คำบรรยาย">
ตัวอย่าง
<head>
<meta name=description content="Hardware Software And Webmaster | Learning And Teaching | Website Design">
</head>
ใช้แสดง keyword ที่สามารถ search เจอ เว็บเราได้
<meta name=keywords content= "คำที่ใช้ เพื่อคนหาเว็บเราได้">
ตัวอย่าง
<head>
<meta name=keywords content="Computer,Hardware,Software ,Internet ,Webmaster">
</head>
ช่วยในการย้าย เว็บเพจอัตโนมัติ
<meta http-equiv="refresh" content="ระยะเวลาแสดงผลก่อนย้าย(ตัวเลขวินาที); URL=เว็บไซท์ใหม่">
ตัวอย่าง
<head>
<meta http-equiv="refresh" content="5;url=http://www.metukyang.com/th">
</head>
จากตัวอย่างเลข 5 กับ http://www.metukyang.com/th
หมายถึง จะโหลดไปที่ http://www.metukyang.com/th ภายใน5 วินาที)
สมมุติ เว็บผมชื่อ http://www.metukyang.com
ได้เปลี่ยนชื่อไป เป็น http://www.metukyang.com/th
ผมก็ไม่ต้องทำลิงค์ไปยังเว็บใหม่ก็ได้ เพียงเขียนแท็ก
<meta> นี้ ที่ index.html ของเว็บเก่า
ผู้ที่เข้ามาเว็บเก่าผม ก็จะถูกย้ายให้ไปอยู่เว็บใหม่ได้ทันที
กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้
<meta http-equiv=content-type content="text/html; charset=windows-874">
แท็กนี้ มีประโยชน์คือ ช่วยปรับ internet explorer ให้แสดงอักษรภาษาไทย ได้ทันที
เนื่องจาก บางครั้งเมื่อ ผู้ใช้ browser อาจมีตัวอักษรหลายภาษา เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศษ ภาษาจีน ภาษาฯลฯ
หากเข้าเว็บเราซึ่งเป็นภาษาไทย อาจจะแสดงผลผิดไปเป็นภาษาอื่นได้ง่าย
ดังนั้น เพื่อไม่ต้องให้ผู้ใช้ encode หรือเปลี่ยนตัวอักษรหลายครั้ง
ควรกำหนด Meta นี้ไว้ภายในแท็ก Head ด้วย
ดังนี้
<head>
<meta http-equiv=content-type content="text/html; charset=windows-874">
</head>
มันมีอะไรที่มากกว่านั้นครับ อิิอิอิ ผมเขียนไม่เป็นแต่ดูเป็นแล้วรู้ว่าต้องใส่อะไรลงไปนะครับ ตำแหน่งที่วางแทร็กพวกนี้ด้วยสำคัญ บอทเข้ามาเวปเราก็จะเห็นอะไรก่อนเป็นอะไร นึกว่าเป็นเราสิ่งแรกที่เข้าไปในเวปแล้วเราต้องการอะไร (บอกให้ก็ได้มันต้องการสิ่งที่บอกว่าเวปนี้เป็นภาษาอะไร) ไม่ใช่เข้ามาแล้วเจอพวก ไทเทิ้ล อะไรนี้ก่อน แล้วส่งค่ากลับไปให้ฐานข้อมูล แล้วค่อยมาเจอสิ่งที่บอกว่าเวปนี้เป็นภาษาอะไร ฐานข้อมูล มันก็จะต้องแปลความหมายอีก ถึงจะรู้ว่าเป็นอะไร แบบนี้้ช้าไหม คำตอบก็ต้องบอกว่า้ช้ามาก บอทก็เซ็ง ฐานข้อมูลก็เซ็ง แล้วเวปเราก็โดนเซ็ง ไปเลย อิอิอิ เปลียนเป็นแบบนี้กันก็ได้มั้งนะครับ
<head>
<meta http-equiv=content-type content="text/html; charset=windows-874">(ตัวนี้ถ้าเป็นเวปอังกฤษใช้อีกตัวนะครับ บอทมันจะวิ่งได้ลึกกว่า ผมทดลองแหละ)
<title>ชื่อเรื่องของเรา</title>
<meta name=description content="คำบรรยาย">
<meta name=keywords content="คำศัพท์">
</head>
___________________________________________________________________
Ext. 2 : การ META NAME สำหรับ Blogger
<head>
<meta content='IE=EmulateIE7' http-equiv='X-UA-Compatible'/>
<b:if cond='data:blog.isMobile'>
<meta content='width=device-width,initial-scale=1.0,minimum-scale=1.0,maximum-scale=1.0' name='viewport'/>
<b:else/>
<meta content='width=1100' name='viewport'/>
</b:if>
<b:include data='blog' name='all-head-content'/>
<title><data:blog.pageTitle/>steve job hardcover book</title>
<meta expr:content='data:blog.metaDescription' name='description'/>
<META CONTENT='Steve job hardcover book' NAME='KEYWORDS'/>
<META CONTENT='steve job hard cover book' NAME='DESCRIPTION'/>
<META CONTENT='noindex, noFOLLOW' NAME='ROBOTS'/>
Ext. 3 : เขียน Meta Tags ให้ถูกตามหลัก SEO
Meta tag ก็เป็นคำสั่งที่ประกาศเอาไว้ใน html code อยู่ภายใน Hearder Tag ส่วนหัวภายใน …. ของหน้าเว็บเพจ ซึ่งจะมีอยู่หลายคำสั่ง การป้อนข้อมูล Meta Tags ใช้สำหรับประกาศบอกกับเำืพื่อที่จะให้ Robots ของ Search Engine รู้จักเว็บเรามากขึ้นและจะได้มาเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ไป Index Server ว่าเป็นอะไรบ้าง เช่น ชื่อเว็บไซต์ รายละเอียดเว็บไซต์ คำค้นหา ฯลฯ เป็นต้น ซึง Admin เองก็ได้ใช้หลักการใส่ค่า Meta tags นี้ในการทำเว็บไซต์แต่ละเว็บของ Admin เอง ลองมาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรบ้าง
Meta tag ก็เป็นคำสั่งที่ประกาศเอาไว้ใน html code อยู่ภายใน Hearder Tag ส่วนหัวภายใน …. ของหน้าเว็บเพจ ซึ่งจะมีอยู่หลายคำสั่ง การป้อนข้อมูล Meta Tags ใช้สำหรับประกาศบอกกับเำืพื่อที่จะให้ Robots ของ Search Engine รู้จักเว็บเรามากขึ้นและจะได้มาเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ไป Index Server ว่าเป็นอะไรบ้าง เช่น ชื่อเว็บไซต์ รายละเอียดเว็บไซต์ คำค้นหา ฯลฯ เป็นต้น ซึง Admin เองก็ได้ใช้หลักการใส่ค่า Meta tags นี้ในการทำเว็บไซต์แต่ละเว็บของ Admin เอง ลองมาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรบ้าง
แบบที่ 1 <META NAME="KEYWORDS" CONTENT="ใส่คำสำคัญ">
คือพวก คำ,วลี,กลุ่มคำที่สื่อความหมายเกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่คนนิยมใช้ในการค้นหาข้อมูล โดยจะใส่ในเครื่องหมายคำพูด(“”) กลุ่มคำสำคัญ(Keyword) นั้นสามารถใส่ได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ก็ไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป เช่น พวกคำซ้ำๆ กลับไป กลับมา เป็นต้น การแบ่งคั่นกลุ่มคำ สามารถแบ่งได้โดยใช้เครื่องหมาย คอมม่า(,) คั่นระหว่างคำ เช่น Thailand,ไทย,สยาม เป็นต้น Keywords พวกนี้ จะเป็นคำที่ผู้ใช้งานคิดและนำไปค้นดังนั้น ต้องวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานจะใช้คำอะไรในการค้นหาแล้วจึงนำมาใส่ใน Meta Tag นี้ได้ เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
แบบที่ 2 <META NAME="DESCRIPTION" CONTENT="ใส่เนื้อหาเกี่ยวกับเว็บไซต์">
ควรใส่เป็นข้อความบรรยายเกี่ยวกับเว็บไซต์ ของคุณให้สั้นที่สุด แต่ครอบคลุมให้ได้ใจความเกียวกับลักษณะของเว็บไซต์ให้มากที่สุดเช่นกัน ส่วนคำบรรยายที่จะต้องใส่ใน Code ให้ใส่ในเครื่องหมายคำพูด(“”) ภายใน tag content=”คำบรรยาย” จะแสดงผลข้อมูลสาระสังเขป เพื่อให้คนตัดสินใจก่อนที่จะคลิ๊กเข้าไปอ่านยังข้อมูลนั้นๆ
แบบที่ 3. <META NAME="AUTHOR" CONTENT="ใส่ชื่อ">
เป็นการกำหนดชื่อผู้สร้างเว็บเพจและให้ใส่ชื่อผู้แต่ง สามารถใช้ชื่อจริงหรือชื่อสถาบันได้ เช่น “ Faculty of Business Administration, business information technology, Maejo University” หรือ “นายกูเกิล รู้ไปทุกอย่าง” เป็นต้น
แบบที่ 4. <META NAME="COPYRIGHT" CONTENT="ใส่พวกชื่อบริษัทแสดงความเป็นเจ้าของเว็บ">
ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ โดยให้ใส่ “ชื่อผู้จัดทำ” หรือ “ชื่อหน่วยงาน สถาบัน บริษัทที่จัดทำ” และอาจใส่ถ้อยความแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น “สงวนลิขสิทธ์โดยบริษัท ….. จำกัด” เป็นต้น
แบบที่ 5. <META name="ABSTRACT" content="ใส่สาระสำคัญเนื้อหาเอกสาร">
เป็น Tag ที่แสดงข้อความระบุสาระสำคัญของเนื้อหาโดยสรุป มีความคล้ายกับ Tag DESCRIPTION แต่จะมีความแตกต่างกันคือ จะเป็นการสรุปเนื้อหาที่สำคัญๆไม่ใช่การอธิบายเกี่ยวกับสาระโดยรวมๆแบบ Tag DESCRIPTION
แบบที่ 6. <META NAME="ROBOT" CONTENT="ต้องกำหนดค่า">
ROBOT Tag เป็น Tag แจ้งให้ spider ทำการจัดทำดรรชนีคำของเนื้อหาในเอกสาร ในรูปแบบที่ต้องการ
โดยสามารถกำหนดค่าของรายการที่จะใส่แจ้งการกระทำของ spider ได้ ดังนี้
“ALL” คือ การกำหนดค่าให้สามารถจัดทำดรรชนีคำในเนื้อหาได้ทุกหน้าที่มีการเชื่อมโยงถึง เพื่อนำไปจัดเก็บบันทึกลงฐานข้อมูล Search Engine
“NOINDEX” คือ การกำหนดไม่ให้จัดทำดรรชนีคำในเนื้อหาสำหรับหน้าที่กำหนดไว้ แต่ให้ตามส่วนที่เชื่อมโยงได้และนำเนื้อหาไปจัดทำดรรชนีได้ ไปลงฐานข้อมูล Search Engine
“NOFOLLOW” คือ การกำหนดให้จัดทำดรรชนีคำในเนื้อหา ในหน้าที่ปรากฏได้ แต่ไม่ให้ตามส่วนที่เชื่อมโยงเพื่อจัดทำดรรชนีคำในเนื้อหา นำไปลงฐานข้อมูล
“NONE” คือ การห้ามไม่ให้ spider จัดเก็บเว็บเพจที่ปรากฏไปทำดรรชนีเนื้อหา และ ห้ามตามส่วนเชื่อมโยงเพื่อทำดรรชนีในเนื้อหาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างการนำไปใช้งาน <META NAME=”ROBOTS” CONTENT=”NOINDEX, NOFOLLOW”>
แบบที่ 7. <META NAME="REVISIT-AFTER" CONTENT="ต้องกำหนดค่า">
REVISIT-AFTER Tag นี้เป็น Tag ที่ใช้กำหนดแจ้งให้ spider กลับมาตรวจสอบจัดเก็บเนื้อหาที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย โดยสามารถกำหนดเป็น วัน เดือน ได้ เช่น “10 days”, “2 months”, “1 week” แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นหมายความว่าผู้จัดทำต้องมีระบบในการปรับปรุงเว็บเพจของตนให้สอด คล้องกับที่แจ้งไว้ <META รูปแบบการใช้งาน NAME=”REVISIT-AFTER” CONTENT=”5 days”>
แบบที่ 8. <META HTTP-EQUIV="REFRESH" CONTENT="จำนวนวินาที; URL=URLหรือไฟล์หน้าที่ต้องการให้รีไดเร็คไป">
REFRESH Tag นี้ใช้สำหรับในการใช้เพื่อกำหนดให้มีการเชื่อมโยงไปยังหน้าใหม่ที่มีการจัด ทำแทนหน้าเก่า โดยสามารถกำหนดเป็นจำนวนเวลาที่ให้เชื่อมโยงไปในส่วน content คั่นด้วยเครื่องหมาย เซมิโคล่อน( ; ) ตามด้วย URL และเครื่องหมาย =(เท่ากับ) แจ้ง address เช่น <META HTTP-EQUIV=”REFRESH” CONTENT=”2;URL=http://www.iamchalothorn.com”> หรือ <META HTTP-EQUIV=”REFRESH” CONTENT=”2;URL=http://www.iamchalothorn.com/th1″ > เป็นต้น
แบบที่ 9. <META HTTP-EQUIV="expires" CONTENT="วันที่เวลาวันหมดอายุให้ลบออกจากฐานข้อมูล">
Expires Tag เป็น Tag ที่ใช้สำหรับแจ้งให้ทราบการหมดอายุ และใช้สำหรับการจัดทำเว็บไซต์ที่ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใช้งานชั่ว คราว โดยกำหนดเวลาที่จะแจ้งให้ spider เอาออกจากฐานข้อมูล และการใส่ข้อความสามารถใส่ ได้ ตามตัวอย่างนี้ <META HTTP-EQUIV=”expires” CONTENT=”Sat, 9 Sep 2006 08:00:57 GMT”> ในความหมายก็คือ กำหนดให้เว็บเพจนี้ หมดอายุวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2549 เวลา 08:00:57 GMT ให้ Search Engine เอาออกจากฐานข้อมูล
แบบที่ 10. <META name="Distribution" content="ระดับการเผยแพร่">
Distribution Tag เป็น Tag ใช้สำหรับแจ้งระดับการเผยแพร่ ความครอบคลุมของเว็บไซต์ โดยระดับการเผยแพร่มีระดับดังนี้ Global, local, internal use
“Global” คือ ต้องการเผยแพร่บุคคลทั่วไปทั่วโลก
“Local” คือ ต้องการเผยแพร่บุคคลภายในประเทศ
“internal use” (lu) คือ ไม่ต้องเผยแพร่ทั่วไป
รูปแบบการใช้งาน <META name=”Distribution” content=”Global”>
แบบที่ 11. <META NAME="CONTACT_ADDR" CONTENT="ใส่อีเมล์สำหรับให้คนติดต่อกลับ">
CONTACT_ADDR Tag เป็น Tag สำหรับแจ้งให้ผู้อ่านสามารถติดต่อกลับไปยังผู้จัดทำได้
ตัวอย่างเช่น <META NAME=”CONTACT_ADDR” CONTENT=”admin@iamchalothorn.com”>
แบบที่ 12. <META NAME="RATING" CONTENT="ระบุกลุ่มคนที่เข้าดูเว็บไซต์">
RATING Tag เป็น Tag ที่แจ้งวัตถุประสงค์ในการจัดทำเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์มีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยค่านี้ใช้ในการวัด rating ของหน้านั้น ๆ หรืออาจจะมีประยุกต์ใช้ในการ ป้องกันเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยจะมีรับส่งข้อมูลกับเว็บไซต์ที่รับวัด rating เว็บเพจ (แต่เราต้องลงทะเบียนกับเว็บไซต์เหล่านี้เสียก่อน) เช่น เว็บไซต์ของ RSACI http://www.rsac.org, SafeSurf http://www.safesurf.com สำหรับค่าที่ระบุมีดังนี้
14 Years สำหรับอายุที่เกินกว่า 14 ถึงจะเข้าได้
General สำหรับกลุ่มคนทั่วไป
Mature เป็นเว็บไซต์สำหรับผู้ใหญ่ ระดับ Rate R
Restricted เป็นเว็บไซต์สำหรับผู้ใหญ่ ระดับ Rate X
Safe เป็นเว็บที่สำหรับเด็กๆเข้าไปดูได้
รูปแบบการใช้งาน <META NAME=”RATING” CONTENT=”Restricted”>
แบบที่ 13. <META HTTP-EQUIV="CONTENT-TYPE" CONTENT="TEXT/HTML; CHARSET=รหัสมาตราฐานภาษาที่ใช้บนเว็บ">
CONTENT-TYPE เป็นค่าใช้สำหรับกำหนด Mime Type ของเว็บเพจหน้านี้ว่ามี Mime Type แบบใด เช่น text/html หรือ text/css เป็นต้น
text/html เป็นข้อความอักษรประเภทรหัสโค้ด HTML เพื่อกำหนดรูปร่างหน้าตาเว็บไซต์
text/css เป็นข้อความอักษรประเภทรหัสโค้ด CSS เพื่อกำหนดรูปแบบเว็บไซต์ เช่น ขนาดตัวหนังสือ,สี,พื้นหลัง เป็นต้น
CHARSET เป็นการกำหนดรหัสโค้ดมาตราฐานสำหรับเว็บไซต์ในการแสดงผล เช่น ภาษาไทยก็จะใช้ Windows-874, UTF-8 หรือ Tis-620 เป็นต้น
แบบที่ 14. <META HTTP-EQUIV="Content-Language" content="ภาษาที่ใช้ในเว็บ">
Content-Language Tag ซึ่ง Tag นี้ ใช้สำหรับการแจ้งภาษาที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ การใส่รายการให้ใส่ ตัวอักษรของภาษาแบบย่อๆ ของชื่อภาษา ตามตัวอย่างตารางมาตราฐานด้านล่างนี้
Thailand(th), CS (Czech) , DA (Danish) , DE (German) , EL (Greek) , EN (English) , EN-GB (English-Great Britain), EN-US (English-United States), ES (Spanish) , ES-ES (Spanish-Spain), FI (Finnish) , HR (Croatian), IT (Italian), FR (French) , FR-CA (French-Quebec), FR-FR (French-France) , IT (Italian) , JA (Japanese), KO (Korean) , NL (Dutch) , NO (Norwegian) , PL (Polish) , PT (Portuguese) , RU (Russian) , SV (Swedish) , ZH (Chinese)
Content-Language Tag ซึ่ง Tag นี้ ใช้สำหรับการแจ้งภาษาที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ การใส่รายการให้ใส่ ตัวอักษรของภาษาแบบย่อๆ ของชื่อภาษา ตามตัวอย่างตารางมาตราฐานด้านล่างนี้
Thailand(th), CS (Czech) , DA (Danish) , DE (German) , EL (Greek) , EN (English) , EN-GB (English-Great Britain), EN-US (English-United States), ES (Spanish) , ES-ES (Spanish-Spain), FI (Finnish) , HR (Croatian), IT (Italian), FR (French) , FR-CA (French-Quebec), FR-FR (French-France) , IT (Italian) , JA (Japanese), KO (Korean) , NL (Dutch) , NO (Norwegian) , PL (Polish) , PT (Portuguese) , RU (Russian) , SV (Swedish) , ZH (Chinese)
________________________________________________________________________
Ext. 4 : แสดงผลการค้นหาได้สูงๆในหน้าแรก โดยเน้นให้ความสำคัญ ดังนี้
1. Domain/Sub Domain/Directory/File Name 20 %
2. Meta Title Tag 25 %
3. Meta Description Tag 15 %
4. H1 10 %
5. Content + Keyword Density 20 %
6. Bold Keyword +tag 10 %
จาก ข้อมูลที่ทราบ กันดีอยู่แล้ว Blogger นั้นมันไม่ค่อยไต่อันดับ ได้ง่าย เหมือน wordpress วันนี้แหละที่เราจะได้ทราบวิธีการปรับแต่ง SEO ให้ Blogger แรงแบบทะลุหน้าหนึ่งง่ายๆ ดังนี้
เวลาเราเอาข้อมูลพวกนี้มา ใช้ กับ Blogger เราจะทำอย่างไรกับมัน ถึงจะทำให้ Blogger ของเรา ทะยานจากหน้าท้ายๆ มาสู่ หน้า แรกได้ง่ายแบบไม่ต้องเหนื่อยมากๆ ทำตามนี้เลยครับ ก่อนทำตามผมควรทำการปรับแต่ง ตามกระทู้ของคุณ BB กันก่อนครับ เสร็จแล้วมาเข้าเรื่องในภาค 2 กันเลย
1. ให้ทำการจดโดเมนเนม ด้วย keyword ที่เราต้องการให้คนค้นหาเว็บไซต์เราเจอ มาผูกติดกับ BLogger เราก็จะได้ Url ของบล็อกเราแบบนี้ http://www.โดเมนที่กำหนดเอง.com สำหรับวิธีการเซตค่าโดเมนให้กับ Blogger ให้ไปหาดูเอาเองที่ Blogger ครับ วิธีการนี้เป็นการทำให้ เสริชเอนจิน ทราบว่าเว็บเรามีความหมายสื่อถึงอะไร ถ้ามีคนใช้คีย์นี้ค้นหา เสริชเอนจิน ก็จะให้ความสำคัญกับเรามากกว่าเว็บที่ไม่มีคีย์ อยู่ในโดเมน เลือกเอานะครับว่าจะเกิดในโคลนตม หรือว่า ในปราสาทแก้ว 20% เข้าไปแล้ว
2. Meta Title Tag + Meta Description Tag สองอันนี้ 40 % เข้าไปแล้ว แม้ว่าหลายๆคนบอกว่า Google ไม่ให้ความสำคัญ แต่เราต้องใส่ ตามความเหมาะสม
แต่ผมขอเพิ่มบรรทัด นี้ <title>คำอธิบายเว็บไซต์โดยมี keyword ผสมสั้นๆที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของเว็บเรา</title> วางไว้ บรรทัดแรก ใต้ Head ของ Blogger
หรือก๊อปไปวางทั้ง 6 บรรทัดใต้ <head> ได้เลย เมื่อวางเเล้วหน้าตาจะเป็นแบบนี้ อย่าลืมเปลี่ยนข้้อความใน title ด้วย
<head>
<title> คำอธิบายเว็บไซต์โดยมี keyword ผสมสั้นๆที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของเว็บเรา </title>
<meta content='TH' http-equiv='content-language'/>
<meta content='index,follow' name='robots'/>
<meta content='index,follow' name='googlebot'/>
<meta content='index,follow' name='msnbot'/>
<meta content='1 days' name='revisit-after'/>
บรรทัด นี้จะแสดงในหน้า SERP บรรทัดบนสุด ของ Url บล็อกเรา และมีส่วนทำให้คนคลิ๊ก มากที่สุด เหมือนกับคำโฆษณา เชิญชวนให้คนเข้าเว็บ ซึ่ง Search engine ก็ให้ความสำคัญมากในการจัดอันดับ ให้เหนือกว่าเว็บอื่นๆ ถ้าความหนาแน่นของคีย์มีมากกว่า
3.หัวเรื่องของบทความต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเว็บบล็อก อนนี้เอาไป 10 %
4.บท ความที่เราใช้ต้องมีการกระจายของคีย์ อย่างเหมาะสม และมี prefix+subfix อยู่ด้วย รวมทั้งคำเหมือน ก็ต้องมีเพื่อหลีกเลี่ยงคีย์ ที่มากเกินไป บทความเขียนใหม่หมดนะครับ จะเขียนเองก็ได้ จ้างคนใน TSB ก็ดี 20 %
5. ใส่ tag ใ้นทุกบทความ เวลาโปรโมท ให้ใช้ tag โปรโมท แบบนี้
hทีทีp://www.โดเมนที่กำหนดเอง.com/search/label/SEO
6.ใส่ คำอธิบายในช่องใส่คำอธิบายของ บล็อกสั้นๆให้ได้ใจความเพื่อบังคับให้ บอท ไปเก็บเอาเนื้อหาในบทความมาแสดงในบรรทัดที่ 2 ในหน้าแสดงผลการค้นหาแทน
ที่เหลือก็ขึ้นอยูกับความขยันในการหาบทความดีๆและการหา Backlink เข้ามาให้มากๆครับ
1. Domain/Sub Domain/Directory/File Name 20 %
2. Meta Title Tag 25 %
3. Meta Description Tag 15 %
4. H1 10 %
5. Content + Keyword Density 20 %
6. Bold Keyword +tag 10 %
จาก ข้อมูลที่ทราบ กันดีอยู่แล้ว Blogger นั้นมันไม่ค่อยไต่อันดับ ได้ง่าย เหมือน wordpress วันนี้แหละที่เราจะได้ทราบวิธีการปรับแต่ง SEO ให้ Blogger แรงแบบทะลุหน้าหนึ่งง่ายๆ ดังนี้
เวลาเราเอาข้อมูลพวกนี้มา ใช้ กับ Blogger เราจะทำอย่างไรกับมัน ถึงจะทำให้ Blogger ของเรา ทะยานจากหน้าท้ายๆ มาสู่ หน้า แรกได้ง่ายแบบไม่ต้องเหนื่อยมากๆ ทำตามนี้เลยครับ ก่อนทำตามผมควรทำการปรับแต่ง ตามกระทู้ของคุณ BB กันก่อนครับ เสร็จแล้วมาเข้าเรื่องในภาค 2 กันเลย
1. ให้ทำการจดโดเมนเนม ด้วย keyword ที่เราต้องการให้คนค้นหาเว็บไซต์เราเจอ มาผูกติดกับ BLogger เราก็จะได้ Url ของบล็อกเราแบบนี้ http://www.โดเมนที่กำหนดเอง.com สำหรับวิธีการเซตค่าโดเมนให้กับ Blogger ให้ไปหาดูเอาเองที่ Blogger ครับ วิธีการนี้เป็นการทำให้ เสริชเอนจิน ทราบว่าเว็บเรามีความหมายสื่อถึงอะไร ถ้ามีคนใช้คีย์นี้ค้นหา เสริชเอนจิน ก็จะให้ความสำคัญกับเรามากกว่าเว็บที่ไม่มีคีย์ อยู่ในโดเมน เลือกเอานะครับว่าจะเกิดในโคลนตม หรือว่า ในปราสาทแก้ว 20% เข้าไปแล้ว
2. Meta Title Tag + Meta Description Tag สองอันนี้ 40 % เข้าไปแล้ว แม้ว่าหลายๆคนบอกว่า Google ไม่ให้ความสำคัญ แต่เราต้องใส่ ตามความเหมาะสม
แต่ผมขอเพิ่มบรรทัด นี้ <title>คำอธิบายเว็บไซต์โดยมี keyword ผสมสั้นๆที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของเว็บเรา</title> วางไว้ บรรทัดแรก ใต้ Head ของ Blogger
หรือก๊อปไปวางทั้ง 6 บรรทัดใต้ <head> ได้เลย เมื่อวางเเล้วหน้าตาจะเป็นแบบนี้ อย่าลืมเปลี่ยนข้้อความใน title ด้วย
<head>
<title> คำอธิบายเว็บไซต์โดยมี keyword ผสมสั้นๆที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของเว็บเรา </title>
<meta content='TH' http-equiv='content-language'/>
<meta content='index,follow' name='robots'/>
<meta content='index,follow' name='googlebot'/>
<meta content='index,follow' name='msnbot'/>
<meta content='1 days' name='revisit-after'/>
บรรทัด นี้จะแสดงในหน้า SERP บรรทัดบนสุด ของ Url บล็อกเรา และมีส่วนทำให้คนคลิ๊ก มากที่สุด เหมือนกับคำโฆษณา เชิญชวนให้คนเข้าเว็บ ซึ่ง Search engine ก็ให้ความสำคัญมากในการจัดอันดับ ให้เหนือกว่าเว็บอื่นๆ ถ้าความหนาแน่นของคีย์มีมากกว่า
3.หัวเรื่องของบทความต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเว็บบล็อก อนนี้เอาไป 10 %
4.บท ความที่เราใช้ต้องมีการกระจายของคีย์ อย่างเหมาะสม และมี prefix+subfix อยู่ด้วย รวมทั้งคำเหมือน ก็ต้องมีเพื่อหลีกเลี่ยงคีย์ ที่มากเกินไป บทความเขียนใหม่หมดนะครับ จะเขียนเองก็ได้ จ้างคนใน TSB ก็ดี 20 %
5. ใส่ tag ใ้นทุกบทความ เวลาโปรโมท ให้ใช้ tag โปรโมท แบบนี้
hทีทีp://www.โดเมนที่กำหนดเอง.com/search/label/SEO
6.ใส่ คำอธิบายในช่องใส่คำอธิบายของ บล็อกสั้นๆให้ได้ใจความเพื่อบังคับให้ บอท ไปเก็บเอาเนื้อหาในบทความมาแสดงในบรรทัดที่ 2 ในหน้าแสดงผลการค้นหาแทน
ที่เหลือก็ขึ้นอยูกับความขยันในการหาบทความดีๆและการหา Backlink เข้ามาให้มากๆครับ
_______________________________________________________________________
Amazon ได้ด้วย Blogger 2011
1. ปี 2011 หลายๆ คนจะตั้งคำถามว่าจะหาเงินจากการขายของ Amazon ด้วย Blogger ได้อย่างไร ?
2. ขายของ Amazon ด้วย Blogger ยังหากินได้อยู่หรือเปล่า?
3. และอีกหลายคำถาม...
สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริง ทำได้จริง เพียงแต่คุณอ่านจบแล้วจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง
1. เข้าไปที่ amazon.com แล้วหาชื่อสินค้ามา 1 อย่าง
2. นำชื่อสินค้ามาแตก Keyword ด้วย adwords.google.com + เลือกชื่อสินค้าที่สนใจไปค้นต่อที่ wordtracker ว่ามีคนค้นหาจริงๆ หรือเปล่า
หมายเห็ด: สำหรับท่านที่คิดไม่ออกว่าจะเอาคำไหนไม่ค้นหา ผมของยกตัดอย่างดังนี้นะครับ ว่าให้ท่านตัดคำ
เช่นเราได้สินค้าชื่อ Apple MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch Laptop
แตกเป็น Keyword ได้ดังนี้
Apple MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch
Apple MacBook Pro MC374LL/A 13Laptop
Apple MacBook Pro MC374LL 13Inch
Apple MacBook MC374LL Laptop
MacBook Pro MC374LL 13.3 Laptop
MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch Laptop
....
....
....
แตกได้อีกเป็นหลายสิบ Keyword แล้วค่อยเอาไปค้นใน adwords.google.com
บางคนฉลาดหน่อยจะเติมคำว่า Cheap Buy Sale Reviews ... ก็ตามสะดวก
3. การเลือก Keyword มาใช้กับ Blooger ที่ถูกวิธี
ทำไมถึงบอกว่าการเลือก Keyword มาใช้กับ Blooger ที่ถูกวิธี เพราะบางคนได้ Keyword มาแล้วจับโยนใส่ Blooger แล้วมาบ่นมาขายไม่ได้
เพราะว่าเราพิจารณาถึงความสามารถของ Blooger ไงครับว่าจะทำอันดับได้ดี ตรงไหน คู่แข่งเท่าไร
่ให้พิจารณาดังนี้
Blooger จะทำอันดับได้ในใน Keyword ที่เราเลือกมาควรมีหน้าไม่เกิน 100,000 ครับ (About 100,000 results) ในการค้นหาแบบปกติ
เอา Keyword ที่ได้มาทำการค้นหาแบบ "Phrase" ควรมีหน้าไม่เกิน 500 ครับ ถ้าหาไม่ได้พยายามอย่าให้เกิน 1,000 น้อยเท่าไรยิ่งดี
4. นำ keyword ที่ได้ไปสมัคร blogspot.com > เราจะได้ http://keyword.blogspot.com
5. Title & Description
Title ให้ใส่ keyword ลงไปเลย ห้ามใส่ Cheap Buy Sale Reviews หรือคำที่แสดงถึงการซื้อขายเด็ดขาด
Description ให้ใส่ keyword ลงไปพร้อมกับผสมคำ Cheap Buy Sale Reviews หรือคำอื่นๆ ด้วยก็ได้
หลัง จากนั้นก็ให้โพสต์สินค้าได้ตามปกติ ส่วนการโปรโมทก็ฝากลิงค์นิดหน่อยครับ เว็บที่ขายได้บางเว็บฝากลิงค์ไม่ถึง 10 ที่ เป็น Sub wordpress MU ด้วยซ้ำ
6.กรณีศึกษาครับ
ตัวที่ขายได้เป็นอันบนนะครับ อ่านล่างที่มีคำว่า Cheap ยังขายไม่ได้
1. ปี 2011 หลายๆ คนจะตั้งคำถามว่าจะหาเงินจากการขายของ Amazon ด้วย Blogger ได้อย่างไร ?
2. ขายของ Amazon ด้วย Blogger ยังหากินได้อยู่หรือเปล่า?
3. และอีกหลายคำถาม...
สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริง ทำได้จริง เพียงแต่คุณอ่านจบแล้วจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง
1. เข้าไปที่ amazon.com แล้วหาชื่อสินค้ามา 1 อย่าง
2. นำชื่อสินค้ามาแตก Keyword ด้วย adwords.google.com + เลือกชื่อสินค้าที่สนใจไปค้นต่อที่ wordtracker ว่ามีคนค้นหาจริงๆ หรือเปล่า
หมายเห็ด: สำหรับท่านที่คิดไม่ออกว่าจะเอาคำไหนไม่ค้นหา ผมของยกตัดอย่างดังนี้นะครับ ว่าให้ท่านตัดคำ
เช่นเราได้สินค้าชื่อ Apple MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch Laptop
แตกเป็น Keyword ได้ดังนี้
Apple MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch
Apple MacBook Pro MC374LL/A 13Laptop
Apple MacBook Pro MC374LL 13Inch
Apple MacBook MC374LL Laptop
MacBook Pro MC374LL 13.3 Laptop
MacBook Pro MC374LL/A 13.3-Inch Laptop
....
....
....
แตกได้อีกเป็นหลายสิบ Keyword แล้วค่อยเอาไปค้นใน adwords.google.com
บางคนฉลาดหน่อยจะเติมคำว่า Cheap Buy Sale Reviews ... ก็ตามสะดวก
3. การเลือก Keyword มาใช้กับ Blooger ที่ถูกวิธี
ทำไมถึงบอกว่าการเลือก Keyword มาใช้กับ Blooger ที่ถูกวิธี เพราะบางคนได้ Keyword มาแล้วจับโยนใส่ Blooger แล้วมาบ่นมาขายไม่ได้
เพราะว่าเราพิจารณาถึงความสามารถของ Blooger ไงครับว่าจะทำอันดับได้ดี ตรงไหน คู่แข่งเท่าไร
่ให้พิจารณาดังนี้
Blooger จะทำอันดับได้ในใน Keyword ที่เราเลือกมาควรมีหน้าไม่เกิน 100,000 ครับ (About 100,000 results) ในการค้นหาแบบปกติ
เอา Keyword ที่ได้มาทำการค้นหาแบบ "Phrase" ควรมีหน้าไม่เกิน 500 ครับ ถ้าหาไม่ได้พยายามอย่าให้เกิน 1,000 น้อยเท่าไรยิ่งดี
4. นำ keyword ที่ได้ไปสมัคร blogspot.com > เราจะได้ http://keyword.blogspot.com
5. Title & Description
Title ให้ใส่ keyword ลงไปเลย ห้ามใส่ Cheap Buy Sale Reviews หรือคำที่แสดงถึงการซื้อขายเด็ดขาด
Description ให้ใส่ keyword ลงไปพร้อมกับผสมคำ Cheap Buy Sale Reviews หรือคำอื่นๆ ด้วยก็ได้
หลัง จากนั้นก็ให้โพสต์สินค้าได้ตามปกติ ส่วนการโปรโมทก็ฝากลิงค์นิดหน่อยครับ เว็บที่ขายได้บางเว็บฝากลิงค์ไม่ถึง 10 ที่ เป็น Sub wordpress MU ด้วยซ้ำ
6.กรณีศึกษาครับ
ตัวที่ขายได้เป็นอันบนนะครับ อ่านล่างที่มีคำว่า Cheap ยังขายไม่ได้